“โสภณ  ซารัมย์”   ท้ารัฐบาลลงพื้นที่พิสูจน์ผลดำเนินโครงการรวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ    จากความร่วมมือทั้งภาคการเมือง  ส่วนราชการ  และภาคประชาชน ได้ผลจริง  หลังดำเนินการในพื้นที่ 6 อำเภอ  2 เดือน สามารถดึงผู้หลงผิดเสพยาที่ตรวจพบ กลับคืนครอบครัว สังคมได้เกินครึ่ง ขณะมูลนิธิอาณัตพณ  ซารัมย์ (ลูกเติ้ง)  มอบเงินสนับสนุนให้ รพ.ปรับปรุงอาคาร แยกผู้ป่วยทั่วไปออกจากผู้ป่วยที่เสพยาเสพติด 900,000  และมอบเงินให้หน่วยงานที่มีผลปราบปรามยาเสพติดอีก 120,000 บาท


(13 ม.ค.68) นายโสภณ  ซารัมย์   ประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร และประธานชมรมคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน พร้อมด้วยนายศักดิ์  ซารัมย์  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์  , นายรัฐพล  ซารัมย์  ประธานมูลนิธิอาณัตพณ  ซารัมย์ (ลูกเติ้ง)  ร่วมกับนายอำเภอ  ผู้กำกับการสถานีตำรวจ   สาธารณสุข , ผอ.โรงพยาบาล ทั้ง 6 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ลำปลายมาศ  คูเมือง  พุทไธสง  หนองหงส์  นาโพธิ์  และ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์   ได้แถลงความก้าวหน้าโครงการ "รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ" ในพื้นที่ 6 อำเภอ  ณ ห้องประชุมชั้น 3 โรงพยาบาลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์


โดยโครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายหลายภาคส่วน อาทิ มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) ที่ให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการด้านต่างๆ  ส่วนนายอำเภอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และภาคเอกชน  ก็ร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาผู้เสพยาบ้าที่นำไปสู่ปัญหาอาชญากรรม  การลักทรัพย์ ความผิดปกติทางจิต และปัญหาสังคมอื่นๆ


ผลการดำเนินโครงการนำร่อง ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2567  ได้เริ่มดำเนินการ เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ตัดวงจรผู้ค้าเพื่อลดจำนวนผู้เสพรายใหม่ บำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพรายเก่า โดยมีการดำเนินงานดังนี้

ฝ่ายปกครองและตำรวจ ดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ผลการจับกุม 40 คดี พบผู้ค้า 63 ราย ยึดยาบ้า 438,496 เม็ด และยาไอซ์ 0.3 กรัม ฝ่ายปกครองร่วมกับฝ่ายสาธารณสุขค้นหาและคัดกรองผู้เสพในพื้นที่ 22 หมู่บ้านนำร่องใน 6 อำเภอ โดยมุ่งเน้นกลุ่มประชากรอายุ 13-60 ปี จากจำนวนผู้เข้ารับการคัดกรองทั้งหมด 6,300 คน พบผู้เสพยาเสพติด 501 คน คิดเป็น 8% ของกลุ่มประชากรเป้าหมาย ทั้งนี้ หากดำเนินการคัดกรองในประชากรทั้งหมด (ประมาณ 150,000 คน) คาดว่าจะพบผู้เสพสูงถึง 12,000 คน ซึ่งเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขในปัจจุบันจะรองรับได้ จึงต้องบูรณาการกับเครือข่ายชุมชนและภาคเอกชนอย่างเข้มแข็ง ถึงจะสามารถบำบัดรักษาผู้เสพยาได้อย่างมีคุณภาพ


โดยแนวทางการแก้ไขดูแลบำบัดรักษา  มีดังนั้น 1. กลุ่มผู้เสพที่ไม่มีอาการทางจิต ดูแลโดยชุมชนล้อมรักษ์ (Community-Based Treatment: CBTx) ฝ่ายปกครองร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล  ติดตามและบำบัดในระยะเวลา 16 สัปดาห์  กรณีที่ผู้เสพไม่มารายงานตัวหรือตรวจพบปัสสาวะเป็นบวก จะถูกส่งต่อไปยังศูนย์บำบัดระดับอำเภอ (ศูนย์ CI)  2.กลุ่มผู้เสพที่มีอาการทางจิต  ส่งรักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ โดยมีฝ่ายปกครองและตำรวจดูแลความปลอดภัย  การรักษาแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะฉับพลัน (1-14 วัน)  รักษาอาการก้าวร้าว อาการถอนพิษยา และอาการทางจิต  ระยะกลาง (15-30 วัน)  เฝ้าระวังภาวะถอนพิษยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจ  ระยะยาว (60-120 วัน)  ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ พร้อมฝึกอาชีพและเตรียมความพร้อมกลับสู่ชุมชน  เนื่องจากศูนย์บำบัดมินิธัญรักษ์ในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อความต้องการ โรงพยาบาลแต่ละแห่งจึงมีแผนขยายศูนย์บำบัดเพิ่มเติม และในอนาคตจะพัฒนาการจัดแยกผู้ป่วยจิตเวชที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดออกจากผู้ป่วยทั่วไป เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการรักษา


หลังจากแถลงผลการดำเนินโครงการฯ แล้ว  นายรัฐพล  ซารัมย์  ประธานมูลนิธิอาณัตพณ  ซารัมย์ (ลูกเติ้ง)  ยังได้มอบเงินสนับสนุนให้โรงพยาบาลปรับปรุงอาคาร เพื่อแยกผู้ป่วยทั่วไปออกจากผู้ป่วยที่เสพยาเสพติด จำนวน 900,000 บาท และมอบเงินให้หน่วยงานที่มีผลงานปราบปรามยาเสพติดอีกจำนวน 120,000 บาท

นายโสภณ   ซารัมย์  ประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า   โครงการ "รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ"  เป็นความร่วมมือทั้งจากฝ่ายการเมืองระดับชาติ  การเมืองท้องถิ่น  ภาคราชการ  และภาคประชาชน  ในการร่วมมือกันทั้งป้องกัน  ปราบปราม  บำบัดฟื้นฟู ฝึกทักษะอาชีพสร้างภูมิคุ้มกัน   ผลการดำเนินการตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา  ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ  โดยมีผู้เข้าบำบัดฟื้นฟูประมาณ 700 คน สามารถดึงกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมได้ถึงร้อยละ 50 นอกจากบำบัดฟื้นฟูแล้ว ยังมีการฝึกทักษะฝีมือเพื่อให้นำไปประกอบอาชีพ ไม่หวนกลับมาเสพซ้ำ  และในปี 2568  ก็ยังจะดำเนินการต่อเนื่องแต่รูปแบบจะเปลี่ยนไป  โดยจะเน้นการสร้างแรงจูงใจหากหมู่บ้านไหนปลอดยาเสพติด เป็นหมู่บ้านสีขาว  ก็จะมีเงินรางวัลไปพัฒนาหมู่บ้าน   ซึ่งเป้าหมายหลักของโครงการนี้ ก็เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติด   สิ่งที่อำเภอต่างๆ สะท้อนคือ ต้องการแยกผู้ป่วยจากการติดยาเสพติด  ออกจากผู้ป่วยทั่วไป   แต่อาจจะยังติดขัดเรื่องสถานที่และงบประมาณ  จึงอยากให้ทางรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญตรงนี้ 


นายโสภณ   ยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า   การดำเนินโครงการรวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณา  ไม่ใช่การหาเสียง   แต่เป็นการบูรณาการร่วมกันในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่น่าห่วง เพราะปัจจุบันผู้เสพมีทั้งเด็กระดับประถม และผู้สูงอายุกว่า 70 ปี  จึงมองว่าไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะสามารถแก้ปัญหาได้  ควรจะร่วมมือกันทุกภาคส่วน  ที่สำคัญเป็นการสร้างความสามัคคีและกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคม    ก็อยากให้รัฐบาลหรือผู้บริหารระดับประเทศได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้     ก็ท้าให้ลงพื้นที่มาพิสูจน์ หากอยากรู้ว่าสิ่งที่ทำได้ผลจริงหรือไม่





       สุรชัย    พิรักษา / บุรีรัมย์  


แสดงความคิดเห็น